ตุ่มเอดส์-อาการเอดส์
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การป้องกันและรักษา

ตุ่มเอดส์ อาการเริ่มต้นของการติดเชื้อ HIV

5
(2)

ตุ่มเอดส์หรือที่บางคนชอบเรียกว่าผื่นหรือตุ่ม HIV นั้น เป็นหนึ่งในอาการเริ่มต้นของผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกหลังรับเชื้อ อย่างไรก็ตามการที่มีตุ่มขึ้นอาจเป็นสาเหตุของการได้รับยารักษาการติดเชื้อ HIV ด้วยเช่นกัน โดยผื่นนี้จะเรียกกันว่า ผื่น PPE ที่ทำให้เกิดอาการคันร่วมด้วย โดยหากเราได้รับความเสี่ยงและมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรรีบตรวจหาเชื้อโดยเร็วที่สุด เพื่อจะได้วางแผนการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ (ดูแพ็กเกจตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ที่นี่)

ผื่นหรือตุ่มที่ขึ้นบนผิวหนัง เป็นอาการของการติดเชื้อไวรัส HIV ที่จะเกิดขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกที่ได้รับเชื้อไวรัส แต่ผื่นนี้อาจทำให้ผู้ตรวจระบุผิดพลาดว่าเป็นการติดเชื้อของไวรัสตัวอื่นได้เช่นกัน ดังนั้นการเรียนรู้ที่จะระบุผื่นชนิดนี้ด้วยเครื่องมือการตรวจที่ทันสมัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สาเหตุของการเกิดตุ่มเอดส์

90% ของผู้ติดเชื้อไวรัส HIV (Human Immunodeficiency Virus: HIV) จะมีอาการทางผิวหนังในบางระยะของการเป็นโรค หนึ่งในอาการนั้นก็คือ ผื่นขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการติดเชื้อไวรัส HIV โดยตรง หรืออาจเป็นผลข้างเคียงของการใช้ยาที่รักษาการติดเชื้อไวรัส HIV ก็ได้

ยาที่รักษาโรค HIV

ยาที่ใช้รักษาการติดเชื้อไวรัส HIV นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ ที่สามารถทำให้เกิดผื่นได้

  1. Non-nucleoside reverse transcriptase inhibitors (NNRTIs) เช่น Nevirapine (Viramune) เป็นยาที่พบว่า ก่อให้เกิดผื่นที่ผิวหนังได้บ่อยที่สุด
  2. Nucleoside reverse transcriptase inhibitors (NRTI) เช่น Abacavir (Ziagen)
  3. Protease inhibitors (PIs) เช่น amprenavir (Agenerase) และ tipranavir (Aptivus)

อาการเอดส์ (หลังรับเชื้อ HIV) ที่ต้องสังเกต

ไม่ว่าผื่นนั้นจะเกิดจากการใช้ยา หรือจากตัวเชื้อไวรัส HIV เอง โดยส่วนใหญ่ผื่นนั้นจะมีสีแดงแบนบนผิวหนังและมีตุ่มนูนแดงอยู่ด้านบน

อาการร่วมของการมีผื่น คือ อาการคัน ซึ่งเกิดขึ้นที่ส่วนใดของร่างกายก็ได้ แต่โดยส่วนมากมักจะพบขึ้นที่บริเวณใบหน้าและหน้าอก บางครั้งพบที่เท้า และมือ นอกจากนั้นยังทำให้เกิดแผลที่ปากได้อีกด้วย

ความรุนแรงของผื่น

ผื่นบางชนิดมีอาการไม่รุนแรง ในขณะที่บางชนิดจะทำให้เกิดการทำลายผิวหนังอย่างรุนแรงถึงขั้นอันตรายแก่ชีวิตได้

ผื่นที่พบได้น้อยแต่รุนแรง ซึ่งอาจเกิดจากการใช้ยา เรียกว่า “ผื่นกลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน (Stevens-Johnson syndrome: SJS)” เมื่อผื่นชนิดขึ้นและมีอาการมากกว่า 30% ของร่างกาย จะเรียกว่า “Toxic Epidermal Necrolysis” อาการของกลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน ประกอบด้วย

  1. ตุ่มน้ำบนผิวหนังและเยื่อบุ
  2. ผื่นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
  3. มีไข้
  4. ลิ้นบวม

การรักษาโดยการการควบคุมปริมาณไวรัส และรักษาระบบภูมิคุ้มกันจะช่วยให้อาการทางผิวหนังไม่รุนแรง และพบผื่นหรือตุ่มเอดส์ได้น้อยลง ทั้งยังทำให้ผื่นที่เกิดจากการติดเชื้อนั้นสามารถรักษาได้ง่ายขึ้น

การรักษาที่ใช้มากที่สุด คือ การใช้ยา โดยขึ้นกับสาเหตุที่ทำให้เกิดผื่น การใช้ครีมไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) หรือ diphenhydramine (Benadryl) นั้น จะช่วยลดอาการคันและขนาดของผื่นได้ ผื่นที่รุนแรงกว่านั้น จำเป็นต้องใช้ยาที่แพทย์สั่งจ่ายโดยเฉพาะ

การเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต

นอกจากการใช้ยาในการรักษาแล้ว การปรับวิธีการใช้ชีวิตบางอย่างก็อาจช่วยลดอาการของการเกิดผื่นที่ไม่รุนแรงได้ด้วย ได้แก่ การหลีกเลี่ยงความร้อน น้ำร้อน การโดนแดดโดยตรงเพื่อให้ผื่นดีขึ้นและไม่ลุกลาม

อย่างไรก็ตาม การเริ่มใช้ยาตัวใหม่ สบู่ เคมีภัณฑ์ หรืออาหารใหม่ๆ นั้นอาจก่อให้เกิดผื่นได้ ในกรณีเหล่านี้ ผื่นนั้นอาจจะเกิดจากโรคภูมิแพ้ได้อีกด้วย ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส HIV ควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ หากสังเกตเห็นผื่นขึ้นตามร่างกายและไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร

เมื่อไหร่ที่ต้องพบแพทย์

ผู้ที่ไม่แน่ใจว่าสาเหตุของผื่นนั้นมาจากอะไร และคิดว่าตัวเองอาจจะได้รับเชื้อไวรัส HIV ก็ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ และแจ้งอาการและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเพื่อให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้แม่นยำมากขึ้น เพราะเพียงผื่นที่ผิวหนังยังไม่สามารถชี้ชัดการติดเชื้อ HIV ได้ การวินิจฉัยที่เชื่อเถือได้ทางการแพทย์จำเป็นต้องอาศัยชุดตรวจเลือดในการคัดกรองหาสารประกอบในเลือดในการวินิจฉัยร่วมด้วย

เชื้อไวรัส HIV มักจะติดต่อหากันได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การป้องกันการติดเชื้อคือสิ่งที่ดีที่สุด คุณจึงต้องรู้จักป้องกันตนเอง สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ไม่ใช้ยาเสพติด เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อไวรัส HIV

ดูแพ็กเกจตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้ที่นี่ เพราะคุณสำคัญ เอดส์ รู้ก่อนรักษาได้

บอกเราที บทความนี้มีประโยชน์กับคุณแค่ไหน?

คลิกเลือกดาวด้านล่าง เพื่อให้คะแนนเรา

คะแนนเฉลี่ย 5 / 5. จำนวนโหวต: 2

ยังไม่มีคะแนนสำหรับบทความนี้ มาเป็นคนแรกเพื่อลงคะแนนให้บทความนี้สิ

ถ้าคุณยังยังอยากรู้เรื่องอื่นๆแนวนี้อีกหล่ะก็...

ติดตามเราบนสื่อสังคมออนไลน์ได้เลย

We are sorry that this post was not useful for you!

Let us improve this post!

Tell us how we can improve this post?

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

X