ระยะแรก คุณติดเชื้อ HIV ไหม จะรู้ได้ยังไง
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การป้องกันและรักษา

อาการเอดส์ ระยะแรก คุณติดเชื้อ HIV ไหม จะรู้ได้ยังไง

3.9
(14)

อาการเอดส์ของผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกาย จะมีสัญญาณเตือนหรืออาการของโรคที่แสดงออกมาจนผู้รับเชื้อได้รู้สึกว่าตัวเองป่วย อาการทั่วไปจะคล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ เช่น อาการปวดเมื่อยกล้ามเนิ้อ ซึม มีไข้ ร่างกายอ่อนเพลีย อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นในระยะเวลา 2-6 สัปดาห์เหลังร่างกายได้รับเชื้อ HIV เข้าไป

ภายในร่างกายของผู้ได้รับเชื้อในระยะแรกนี้ สามารถส่งต่อเชื้อให้ผู้อื่นได้แล้ว เนื่องจากร่างกายผลิตไวรัสออกมาเป็นจำนวนมากทั้งในเลือดและในสารคัดหลั่งต่างๆ อย่างไรก็ตามอาการไม่สบายที่กล่าวไปข้างต้นจะเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆเท่านั้นและจะหายไป ไม่มีอาการอีกเลยเป็นปีๆ หรือสำหรับบางคน อาจเป็นๆ หายๆ เป็นพักๆ โดยด้านล่างคือกลุ่มอาการของผู้ที่ได้รับเชื้อซึ่งมักแสดงอาการของโรคออกมา

อาการที่ 1 มีไข้ หนาวสั่น อาการนี้จะปรากฎหลังร่างกายได้รับเชื้อ 2-4 สัปดาห์ แล้วจะค่อยๆบรรเทาลง
อาการที่ 2 ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ
อาการที่ 3 ต่อมน้ำเหลืองบวม ไม่ว่าจะเป็นส่วนของ ลำคอ รักแร้หรือขาหนีบ
อาการที่ 4 ปวดเมื่อยตามตัว หมดแรง เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
อาการที่ 5 เป็นผื่น มีรอยฟกช้ำและอักเสบบนผิวหนัง โดยผื่นจะขึ้นเป็นหย่อมๆ มีรอยฟกช้ำเป็นจุดบนผิวหนัง รอยจ้ำเลือด โดยผื่นจะลามขยายตัวเป็นวงกว้างแล้วค่อยๆหายไป
อาการที่ 6 คลื่นไส้อาเจียน มักเป็นร่วมกับอาการวิงเวียนศีรษะ
อาการที่ 7 น้ำหนักลดลง ถ่ายหนัก อุจจาระร่วง น้ำหนักลดในระยะเวลาอันรวดเร็วอย่างผิดวิสัย
อาการที่ 8 ไอแบบแห้งๆ เรื้อรังติดต่อเป็นระยะเวลานาน อาจมีอาการหายใจติดขัด หอบ เหนื่อยร่วมด้วย
อาการที่ 9 สมาธิสั้น กระวนกระวาย ขี้กังวลและหงุดหงิดง่าย ความจำสั้นมากขึ้น
อาการที่ 10 เหงื่อออกมากผิดปกติ โดยเฉพาะเวลากลางคืน
อาการที่ 11 เล็บมีรูปร่างและสีเปลี่ยนแปลงไป เช่น บิดโค้งงอ แยกชั้น ไม่มันเงา
อาการที่ 12 ชาตามนิ้วมือและนิ้วเท้า หมดแรง ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้ตามต้องการ

ill sick headache

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อได้รับเชื้อ HIV เข้าไป เชื้อนี้จะเข้าไปแฝงตัวในร่างกายและค่อยๆแสดงอาการออกมาให้เห็นว่า ร่างกายติดเชื้อแล้ว โดยหากพบว่ามีอาการที่กล่าวมาข้างต้น ให้รีบเข้ารับการตรวจ HIV เพื่อทดสอบหาเชื้อไวรัส เพราะการได้รับการรักษาที่ทันท่วงที จะเป็นการป้องกันคนรอบตัวของผู้ได้รับเชื้อ ซึ่งก็คือคนที่ผู้รับเชื้อรักนั่นเอง และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็เพื่อตัวของผู้ได้รับเชื้อเอง จะสามารถเข้ารับกระบวนการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที ในปัจจุบันนั้นผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างปกติ หากได้รับคำแนะนำและทราบถึงการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ดี มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจไปตรวจเลือดตามสถานพยาบาล ดังนั้นด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันได้มีการผลิตชุดตรวจ HIV จากเลือดเพียง 1-2 หยด โดยสามารถตรวจได้ด้วยตนเองที่บ้าน เพื่อให้ผู้ที่ได้รับความเสี่ยงและมีความวิตกกังวลสามารถเลือกเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเผชิญหน้ากับโรคนี้ พียงคลิกที่นี่เท่านั้น

อาการของผู้ป่วยโรคเอดส์ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 ระยะที่ไม่ปรากฏอาการ
เป็นระยะติดเชื้อเอดส์โดยยังไม่มีอาการปรากฎ (Asymptomatic HIV infection) ระยะนี้ผู้ได้รับเชื้อจะสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติอยู่ อาจมีเพียงอาการที่กล่าวข้างต้นในระยะ 2-3 สัปดาห์แรกเท่านั้น หลังจากนั้นอาการเหล่านี้จะหายไป ถ้ามีการไปเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อในระยะนี้ จะสามารถตรวจพบเชื้อได้แล้ว โดยพบได้ในระยะเวลาประมาณ 3-12 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ

ระยะที่ 2 ระยะที่ปรากฎอาการเริ่มแรก
เป็นระยะที่มีอาการสัมพันธ์กับเอดส์ (ARC = AIDS Related Complex) คนไข้จะเริ่มปรากฏอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งเป็นเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น

  • เจ็บคอ
  • ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่งติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน
  • น้ำหนักตัวลดลงเร็วมากโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อุจจาระร่วงเรื้อรังเป็นเวลานานเกิน 1 เดือนโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีฝ้าขาวในช่องปาก ที่ลิ้นและในลำคอ
  • มีเลือดออกจากปาก จมูก ทวารหนัก หรือช่องคลอด
  • เป็นโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรัง
  • ติดเชื้อรายีสต์
  • มีไข้เรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการโรคเริม (herpes simplex) ลุกลามและเรื้อรัง ผู้ป่วยในระยะที่ 2 นี้สามารถแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่นได้ และผู้ป่วยบางส่วนจะมีอาการต่อในระยะที่ 3

ระยะที่ 3 เป็นระยะท้ายหรือเรียกว่า โรคเอดส์เต็มขั้น (full-blow AIDS)
เป็นระยะที่เชื้อ HIV ทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ผู้ได้รับเชื้อติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติมาก อาจจะมีอาการเหมือนระยะที่ 2 แต่จะมีการติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic infection) เกิดขึ้นร่วมด้วย เนื่องจากภูมิต้านทานของร่างกายถูกทำลายไปมากขั้น ทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น การติดเชื้อของระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท ระบบหายใจ เป็นต้น โดยโรคที่ผู้ป่วยเอดส์มักเป็นกันมากที่สุด ได้แก่ โรคประเภทปอดบวมและโรคมะเร็งผิวหนังนอกจากนี้ในบางรายยังอาจมีอาการสมองเสื่อมหรือบางรายอาจเกิดมะเร็งแทรกซ้อนเข้ามาอีก เช่น มะเร็งหลอดเลือด (Kaposi’s sarcoma) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) เป็นต้น

สุดท้าย “การตรวจเลือด” คือทางเดียวที่จะสามารถพิสูจน์และยืนยันทางการแพทย์ได้ว่า ผู้ได้รับความเสี่ยงมานั้น ได้รับเชื้อหรือไม่ การได้ทราบผลเลือดของตัวเองได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องรอให้มีอาการ มีประโยชน์อย่างมหาศาล ถือเป็นปัจจัยหลักสำคัญต่ออายุขัยของผู้ป่วยโดยตรง อย่างไรก็ตาม ถึงผลเลือดของผู้ป่วยจะเป็นบวกและได้รับเชื้อมาจริง แต่การได้รับการตรวจและรักษาอย่างรวดเร็ว ทานยาต้านไวรัส ไม่ให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายถูกทำลาย ปฏิบัติตัวในความดูแลของแพทย์ เพียงเท่านี้ร่างกายของผู้ป่วยก็จะไม่ถูกทำลายจากเชื้อไวรัสจนเสื่อมโทรม สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติ มีอายุยืนยาวเหมือนคนปกติทั่วไป ขอเพียงรู้ให้เร็ว รักษาให้ทัน เพราะเอดส์ รู้เร็ว รักษาได้

ข้อมูลเพิ่มเติมและแหล่งอ้างอิง https://www.honestdocs.co/signs-of-hiv-or-aids

คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์ไหม

คลิกจำนวนดาวที่อยากให้คะแนนเรา

คะแนนเฉลี่ย 3.9 / 5. จำนวนผู้โหวต: 14

บทความนี้ยังไม่มีใครให้คะแนน! มาเป็นคนแรกที่ให้คะแนนบทความนี้

ถ้าบทความนี้มีประโยชน์กับคุณ...

ติดตามเราบทช่องทางโซเชียลสิ!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

X