เอดส์ระยะแรก 12 อาการ
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การป้องกันและรักษา

อาการเอดส์ ระยะแรก คุณติดเชื้อ HIV ไหม จะรู้ได้ยังไง

4.4
(7)

อาการเอดส์ของผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกาย จะมีสัญญาณเตือนหรืออาการของโรคที่แสดงออกมาจนผู้รับเชื้อได้รู้สึกว่าตัวเองป่วย อาการทั่วไปจะคล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ เช่น อาการปวดเมื่อยกล้ามเนิ้อ ซึม มีไข้ ร่างกายอ่อนเพลีย อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นในระยะเวลา 2-6 สัปดาห์เหลังร่างกายได้รับเชื้อ HIV เข้าไป

ภายในร่างกายของผู้ได้รับเชื้อในระยะแรกนี้ สามารถส่งต่อเชื้อให้ผู้อื่นได้แล้ว เนื่องจากร่างกายผลิตไวรัสออกมาเป็นจำนวนมากทั้งในเลือดและในสารคัดหลั่งต่างๆ อย่างไรก็ตามอาการไม่สบายที่กล่าวไปข้างต้นจะเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆเท่านั้นและจะหายไป ไม่มีอาการอีกเลยเป็นปีๆ หรือสำหรับบางคน อาจเป็นๆ หายๆ เป็นพักๆ โดยด้านล่างคือกลุ่มอาการของผู้ที่ได้รับเชื้อซึ่งมักแสดงอาการของโรคออกมา

อาการที่ 1 มีไข้ หนาวสั่น อาการนี้จะปรากฎหลังร่างกายได้รับเชื้อ 2-4 สัปดาห์ แล้วจะค่อยๆบรรเทาลง
อาการที่ 2 ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ
อาการที่ 3 ต่อมน้ำเหลืองบวม ไม่ว่าจะเป็นส่วนของ ลำคอ รักแร้หรือขาหนีบ
อาการที่ 4 ปวดเมื่อยตามตัว หมดแรง เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
อาการที่ 5 เป็นผื่น มีรอยฟกช้ำและอักเสบบนผิวหนัง โดยผื่นจะขึ้นเป็นหย่อมๆ มีรอยฟกช้ำเป็นจุดบนผิวหนัง รอยจ้ำเลือด โดยผื่นจะลามขยายตัวเป็นวงกว้างแล้วค่อยๆหายไป
อาการที่ 6 คลื่นไส้อาเจียน มักเป็นร่วมกับอาการวิงเวียนศีรษะ
อาการที่ 7 น้ำหนักลดลง ถ่ายหนัก อุจจาระร่วง น้ำหนักลดในระยะเวลาอันรวดเร็วอย่างผิดวิสัย
อาการที่ 8 ไอแบบแห้งๆ เรื้อรังติดต่อเป็นระยะเวลานาน อาจมีอาการหายใจติดขัด หอบ เหนื่อยร่วมด้วย
อาการที่ 9 สมาธิสั้น กระวนกระวาย ขี้กังวลและหงุดหงิดง่าย ความจำสั้นมากขึ้น
อาการที่ 10 เหงื่อออกมากผิดปกติ โดยเฉพาะเวลากลางคืน
อาการที่ 11 เล็บมีรูปร่างและสีเปลี่ยนแปลงไป เช่น บิดโค้งงอ แยกชั้น ไม่มันเงา
อาการที่ 12 ชาตามนิ้วมือและนิ้วเท้า หมดแรง ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้ตามต้องการ

อาการเอดส์ ระยะแรก คุณติดเชื้อ HIV ไหม จะรู้ได้ยังไง 1

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อได้รับเชื้อ HIV เข้าไป เชื้อนี้จะเข้าไปแฝงตัวในร่างกายและค่อยๆแสดงอาการออกมาให้เห็นว่า ร่างกายติดเชื้อแล้ว โดยหากพบว่ามีอาการที่กล่าวมาข้างต้น ให้รีบเข้ารับการตรวจ HIV เพื่อทดสอบหาเชื้อไวรัส เพราะการได้รับการรักษาที่ทันท่วงที จะเป็นการป้องกันคนรอบตัวของผู้ได้รับเชื้อซึ่งนั่นก็คือคนที่ผู้รับเชื้อรักนั่นเอง และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็เพื่อตัวของผู้ได้รับเชื้อเอง จะสามารถเข้ารับกระบวนการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที ในปัจจุบันนั้นผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างกับปกติ หากได้รับคำแนะนำและทราบถึงการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ดี มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจไปตรวจเลือดตามสถานพยาบาล ดังนั้นด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันได้มีการผลิตชุดตรวจ HIV จากเลือดเพียง 1-2 หยด โดยสามารถตรวจได้ด้วยตนเองที่บ้าน เพื่อให้ผู้ที่ได้รับความเสี่ยงและมีความวิตกกังวลสามารถเลือกเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเผชิญหน้ากับโรคนี้ เพียงคลิกที่นี่เท่านั้น

อาการของผู้ป่วยโรคเอดส์ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 ระยะที่ไม่ปรากฏอาการ
เป็นระยะติดเชื้อเอดส์โดยยังไม่มีอาการปรากฎ (Asymptomatic HIV infection) ระยะนี้ผู้ได้รับเชื้อจะสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติอยู่ อาจมีเพียงอาการที่กล่าวข้างต้นในระยะ 2-3 สัปดาห์แรกเท่านั้น หลังจากนั้นอาการเหล่านี้จะหายไป ถ้ามีการไปเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อในระยะนี้ จะสามารถตรวจพบเชื้อได้แล้ว โดยพบได้ในระยะเวลาประมาณ 3-12 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ

ระยะที่ 2 ระยะที่ปรากฎอาการเริ่มแรก
เป็นระยะที่มีอาการสัมพันธ์กับเอดส์ (ARC = AIDS Related Complex) คนไข้จะเริ่มปรากฏอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งเป็นเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น

  • เจ็บคอ
  • ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่งติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน
  • น้ำหนักตัวลดลงเร็วมากโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อุจจาระร่วงเรื้อรังเป็นเวลานานเกิน 1 เดือนโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีฝ้าขาวในช่องปาก ที่ลิ้นและในลำคอ
  • มีเลือดออกจากปาก จมูก ทวารหนัก หรือช่องคลอด
  • เป็นโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรัง
  • ติดเชื้อรายีสต์
  • มีไข้เรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการโรคเริม (herpes simplex) ลุกลามและเรื้อรัง ผู้ป่วยในระยะที่ 2 นี้สามารถแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่นได้ และผู้ป่วยบางส่วนจะมีอาการต่อในระยะที่ 3

ระยะที่ 3 เป็นระยะท้ายหรือเรียกว่า โรคเอดส์เต็มขั้น (full-blow AIDS)
เป็นระยะที่เชื้อ HIV ทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ผู้ได้รับเชื้อติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติมาก อาจจะมีอาการเหมือนระยะที่ 2 แต่จะมีการติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic infection) เกิดขึ้นร่วมด้วย เนื่องจากภูมิต้านทานของร่างกายถูกทำลายไปมากขั้น ทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น การติดเชื้อของระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท ระบบหายใจ เป็นต้น โดยโรคที่ผู้ป่วยเอดส์มักเป็นกันมากที่สุด ได้แก่ โรคประเภทปอดบวมและโรคมะเร็งผิวหนังนอกจากนี้ในบางรายยังอาจมีอาการสมองเสื่อมหรือบางรายอาจเกิดมะเร็งแทรกซ้อนเข้ามาอีก เช่น มะเร็งหลอดเลือด (Kaposi’s sarcoma) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) เป็นต้น

ข้อมูลเพิ่มเติมและแหล่งอ้างอิง https://www.honestdocs.co/signs-of-hiv-or-aids


บอกเราที บทความนี้มีประโยชน์กับคุณแค่ไหน?

คลิกเลือกดาวด้านล่าง เพื่อให้คะแนนเรา

คะแนนเฉลี่ย 4.4 / 5. จำนวนโหวต: 7

ยังไม่มีคะแนนสำหรับบทความนี้ มาเป็นคนแรกเพื่อลงคะแนนให้บทความนี้สิ

ถ้าคุณยังยังอยากรู้เรื่องอื่นๆแนวนี้อีกหล่ะก็...

ติดตามเราบนสื่อสังคมออนไลน์ได้เลย

We are sorry that this post was not useful for you!

Let us improve this post!

Tell us how we can improve this post?

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

X