ระยะแรกผู้ชาย ที่คนมีความเสี่ยงมาต้องรู้ก่อนสายไป
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การป้องกันและรักษา

อาการโรคเอดส์ ระยะแรกผู้ชาย ที่คนมีความเสี่ยงมาต้องรู้ก่อนสายไป

0
(0)

โดยทั่วไปแล้ว อาการโรคเอดส์ ระยะแรกผู้ชายและอาการโรคเอดส์ ระยะแรกผู้หญิงนั้น มีการสำแดงของโรคไม่ต่างกัน เมื่อร่างกายของมนุษย์เราได้รับเชื้อ HIV เข้าไปแล้วนั้น เราจะแบ่งช่วงอาการออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

1. ระยะไม่ปรากฎอาการ (Asymptomatic stage) หรือระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ ในระยะนี้ผู้ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ ออกมา จึงดูเหมือนคนมีสุขภาพแข็งแรงเหมือนคนปกติ แต่อาจจะเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ จากระยะแรกเข้าสู่ระยะต่อไปโดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 7-8 ปี แต่บางคนอาจไม่มีอาการนานถึง 10 ปี จึงทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อต่อไปให้กับบุคคลอื่นได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ โดยมี 12 อาการที่สามารถบ่งบอกได้ว่าได้รับเชื้อเข้ามาแล้ว และเชื้อกำลังฟักตัวในร่างกาย สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

2. ระยะมีอาการสัมพันธ์กับเอดส์ (Aids Related Complex หรือ ARC) หรือระยะเริ่มปรากฏอาการ (Symptomatic HIV Infection) ในระยะนี้จะตรวจพบผลเลือดบวก และมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นให้เห็น เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่งติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน, มีเชื้อราในปากบริเวณกระพุ้งแก้ม และเพดานปาก, เป็นงูสวัด หรือแผลเริมชนิดลุกลาม และมีอาการเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน โดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น มีไข้ ท้องเสีย ผิวหนังอักเสบ น้ำหนักลด เป็นต้น ระยะนี้อาจเป็นอยู่นานเป็นปีก่อนจะกลายเป็นเอดส์ระยะเต็มขั้นต่อไป

hiv virushiv virus

3. ระยะเอดส์เต็มขั้น (Full Blown AIDS) หรือ ระยะโรคเอดส์ ในระยะนี้ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะถูกทำลายลงไปมาก ทำให้เป็นโรคต่าง ๆ ได้ง่าย หรือที่เรียกว่า “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส” ซึ่งมีหลายชนิด แล้วแต่ว่าจะติดเชื้อชนิดใด และเกิดที่ส่วนใดของร่างกาย หากเป็นวัณโรคที่ปอด จะมีอาการไข้เรื้อรัง ไอเป็นเลือด ถ้าเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อ Cryptococcus จะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง คอแข็ง คลื่นไส้อาเจียน หากเป็นโรคเอดส์ของระบบประสาทก็จะมีอาการความจำเสื่อม ซึมเศร้า แขนขาอ่อนแรง เป็นต้น ส่วนใหญ่เมื่อผู้เป็นเอดส์เข้าสู่ระยะสุดท้ายนี้แล้วโดยทั่วไปจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 1-2 ปี

หากสงสัยว่า รับเชื้อเอดส์มา ไม่ควรไปตรวจเลือดทันที เพราะเลือดจะยังไม่แสดงผลเป็นบวก ควรตรวจภายหลังจากสัมผัสเชื้อแล้ว 4 สัปดาห์ขึ้นไป จึงจะได้ผลที่แม่นยำ เพราะเป็นเหตุผลด้านระยะเวลาการฟักเชื้อของแต่ละบุคคล แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการตรวจด้วยวิธี NAT ที่สามารถตรวจหาเชื้อหลังได้รับความเสี่ยงมา 7 วันขึ้นไป

ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย หากได้รับความเสี่ยงมา ควรได้รับการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยว่าได้รับเชื้อ HIV มาหรือไม่ โดยไม่ต้องรอให้มีการสำแดงของโรคเอดส์ก่อน เพราะเมื่อมีอาการแสดงออกมาแล้ว นั่นเท่ากับว่าร่างกายถูกทำลายไปมากแล้ว

คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์ไหม

คลิกจำนวนดาวที่อยากให้คะแนนเรา

คะแนนเฉลี่ย 0 / 5. จำนวนผู้โหวต: 0

บทความนี้ยังไม่มีใครให้คะแนน! มาเป็นคนแรกที่ให้คะแนนบทความนี้

ถ้าบทความนี้มีประโยชน์กับคุณ...

ติดตามเราบทช่องทางโซเชียลสิ!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *