อาการโรคเอดส์ ระยะแรกผู้ชาย
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การป้องกันและรักษา

อาการโรคเอดส์ ระยะแรกผู้ชาย ที่คนมีความเสี่ยงมาต้องรู้ก่อนสายไป

5
(5)

โดยทั่วไปแล้ว อาการโรคเอดส์ ระยะแรกผู้ชายและอาการโรคเอดส์ ระยะแรกผู้หญิงนั้น มีการสำแดงของโรคไม่ต่างกัน เมื่อร่างกายของมนุษย์เราได้รับเชื้อ HIV เข้าไปแล้วนั้น เราจะแบ่งช่วงอาการออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

1. ระยะไม่ปรากฎอาการ (Asymptomatic stage) หรือระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ ในระยะนี้ผู้ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ ออกมา จึงดูเหมือนคนมีสุขภาพแข็งแรงเหมือนคนปกติ แต่อาจจะเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ จากระยะแรกเข้าสู่ระยะต่อไปโดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 7-8 ปี แต่บางคนอาจไม่มีอาการนานถึง 10 ปี จึงทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อต่อไปให้กับบุคคลอื่นได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ โดยมี 12 อาการที่สามารถบ่งบอกได้ว่าได้รับเชื้อเข้ามาแล้ว และเชื้อกำลังฟักตัวในร่างกาย สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

2. ระยะมีอาการสัมพันธ์กับเอดส์ (Aids Related Complex หรือ ARC) หรือระยะเริ่มปรากฏอาการ (Symptomatic HIV Infection) ในระยะนี้จะตรวจพบผลเลือดบวก และมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นให้เห็น เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่งติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน, มีเชื้อราในปากบริเวณกระพุ้งแก้ม และเพดานปาก, เป็นงูสวัด หรือแผลเริมชนิดลุกลาม และมีอาการเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน โดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น มีไข้ ท้องเสีย ผิวหนังอักเสบ น้ำหนักลด เป็นต้น ระยะนี้อาจเป็นอยู่นานเป็นปีก่อนจะกลายเป็นเอดส์ระยะเต็มขั้นต่อไป

อาการโรคเอดส์ ระยะแรกผู้ชาย

3. ระยะเอดส์เต็มขั้น (Full Blown AIDS) หรือ ระยะโรคเอดส์ ในระยะนี้ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะถูกทำลายลงไปมาก ทำให้เป็นโรคต่าง ๆ ได้ง่าย หรือที่เรียกว่า “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส” ซึ่งมีหลายชนิด แล้วแต่ว่าจะติดเชื้อชนิดใด และเกิดที่ส่วนใดของร่างกาย หากเป็นวัณโรคที่ปอด จะมีอาการไข้เรื้อรัง ไอเป็นเลือด ถ้าเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อ Cryptococcus จะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง คอแข็ง คลื่นไส้อาเจียน หากเป็นโรคเอดส์ของระบบประสาทก็จะมีอาการความจำเสื่อม ซึมเศร้า แขนขาอ่อนแรง เป็นต้น ส่วนใหญ่เมื่อผู้เป็นเอดส์เข้าสู่ระยะสุดท้ายนี้แล้วโดยทั่วไปจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 1-2 ปี

หากสงสัยว่า รับเชื้อเอดส์มา ไม่ควรไปตรวจเลือดทันที เพราะเลือดจะยังไม่แสดงผลเป็นบวก ควรตรวจภายหลังจากสัมผัสเชื้อแล้ว 4 สัปดาห์ขึ้นไป จึงจะได้ผลที่แม่นยำ เพราะเป็นเหตุผลด้านระยะเวลาการฟักเชื้อของแต่ละบุคคล แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการตรวจด้วยวิธี NAT ที่สามารถตรวจหาเชื้อหลังได้รับความเสี่ยงมา 7 วันขึ้นไป

ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย หากได้รับความเสี่ยงมา ควรได้รับการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยว่าได้รับเชื้อ HIV มาหรือไม่ โดยไม่ต้องรอให้มีการสำแดงของโรคเอดส์ก่อน เพราะเมื่อมีอาการแสดงออกมาแล้ว นั่นเท่ากับว่าร่างกายถูกทำลายไปมากแล้ว

Ref: http://tamaka.go.th/public/news/data/detail/news_id/13/menu/132

บอกเราที บทความนี้มีประโยชน์กับคุณแค่ไหน?

คลิกเลือกดาวด้านล่าง เพื่อให้คะแนนเรา

คะแนนเฉลี่ย 5 / 5. จำนวนโหวต: 5

ยังไม่มีคะแนนสำหรับบทความนี้ มาเป็นคนแรกเพื่อลงคะแนนให้บทความนี้สิ

ถ้าคุณยังยังอยากรู้เรื่องอื่นๆแนวนี้อีกหล่ะก็...

ติดตามเราบนสื่อสังคมออนไลน์ได้เลย

We are sorry that this post was not useful for you!

Let us improve this post!

Tell us how we can improve this post?

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

X