ตอบกลับไปยัง: วิธีการตรวจหาเชื้อ HIV ที่เร็วกว่า 3 เดือน มีจริงหรือไม่

#211
admin_lnw
Keymaster

มีจริงครับ แต่ค่าใช้จ่ายอาจจะสูงกว่าวิธีอื่นบ้าง โดยการตรวจ แบบ NAT จะสามารถทราบผลการติดเชื้อได้ภายใน 1-4 สัปดาห์ ไม่ต้องรอนนานถึง 3 เดือนครับ

สำหรับการวินิจฉัยเอดส์ หากสงสัยว่าอาจได้รับเชื้อเอชไอวี หรือเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย เช่น ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันและผู้ที่เคยใช้เข็มฉีดยาหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยทุก ๆ 3 เดือน หรืออย่างน้อยปีละครั้ง

การตรวจเอชไอวีและระยะเอดส์ทำได้ด้วยการวิเคราะห์ผลเลือด ได้แก่

  • การตรวจหาภูมิต้านทานโรคต่อเชื้อ (HIV Antibody Tests) เป็นการตรวจเลือดหรือของเหลวที่อยู่ในปากเพื่อดูการทำงานของระบบภูมิต้านทานโรคในเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ต้านทานต่อเชื้อไวรัสเอชไอวี โดยการตรวจเลือดจะเห็นผลได้เร็วกว่า และสามารถตรวจพบเชื้อได้ภายใน 3-12 สัปดาห์ของการติดเชื้อ โดยกว่า 97% ของผู้ที่ติดเชื้อจะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อในระหว่างระยะที่ยังตรวจไม่พบเชื้อ ฉะนั้น หากมีผลตรวจออกมาเป็นลบในการตรวจครั้งแรก ควรตรวจซ้ำอีกใน 3 เดือนให้หลัง หลังจากได้รับเชื้อ
  • การตรวจหาปริมาณ CD4 (CD4 Count) เป็นการตรวจเซลล์เม็ดเลือดขาวที่อยู่ในเลือด เพื่อดูความเสียหายที่เกิดจากไวรัสเอชไอวีทำลายเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นที่อยู่ของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย หากมีค่า CD4 ที่ต่ำกว่า 200 แสดงว่ากำลังอยู่ในภาวะติดเชื้อและกำลังพัฒนาไปสู่เอดส์ จะตรวจพบเชื้อได้ภายใน 3-12 สัปดาห์ของการติดเชื้อ
  • การตรวจหาปริมาณไวรัสที่อยู่ในเลือด (Viral Load: VL) เป็นการตรวจปริมาณไวรัสในเลือด หากมีไวรัสอยู่ในเลือดสูง ย่อมมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี เพิ่มมากขึ้น จะตรวจพบเชื้อได้ภายใน 2-6 สัปดาห์ของการติดเชื้อ
  • การตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส (Nucleic Acid Test: NAT) ใช้ตรวจหาปริมาณไวรัสเอชไอวีและปฏิกิริยาที่ภูมิคุ้มกันไม่ตอบสนองต่อเชื้อไวรัส เป็นวิธีการตรวจที่มีค่าใช้จ่ายสูง และจะใช้ตรวจต่อเมื่อพบผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงมาก หรือสงสัยอาการเบื้องต้นของการติดเชื้อเอชไอวี จะตรวจพบเชื้อได้ภายใน 1-4 สัปดาห์ของการติดเชื้อ

หากมีการตรวจพบเชื้อและสัญญาณอาการป่วยที่สำคัญ แพทย์จะทำการตรวจทดสอบในห้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไป เพื่อตรวจหาเพิ่มเติมว่าผู้ป่วยมีโรคหรืออาการแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายหรือไม่